พิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 พร้อมบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ มุ่งผนึกพลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 โดยมี พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก สรรพชัย ศิลานิล รองปลัดกระทรวงกลาโหม, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้บัญชาการทหารเรือ, พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เสนาธิการทหาร, พลเอก กฤษณ์ จันทรนิยม ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, พลโท พีรพัฒน์ จันทร์งาม รองผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, พลโท รวินทร์ เจริญชัย เสธนาธิการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, พลตรี ศราวุธ เมาลานนท์  รองเสนาธิการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และพลตรี สุเทพ เขียวภักดี  รองเสนาธิการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ตลอดจนผู้แทนจากส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน 

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กรุณาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” ให้แก่ นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายของโลกในปัจจุบัน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

สรุป 10 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

1. ความมั่นคงแห่งชาติในมิติองค์รวม (Comprehensive National Security)
ความมั่นคงไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านการทหาร แต่ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี พลังงาน และการต่างประเทศ ทุกมิติเชื่อมโยงกันและต้องบริหารอย่างบูรณาการ

2. พลังความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และการเมือง (Team Thailand)
การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ ภาคความมั่นคง และภาคเอกชน โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมายร่วม ลดการแบ่งฝ่ายและสร้างการทำงานเป็นทีมเดียวกัน

3. ความมั่นคงต้องเดินคู่กับเสถียรภาพ (Security & Stability)
ประเทศที่มีรากฐานมั่นคงต้องมีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมควบคู่กัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน และทำให้นโยบายดำเนินต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ความมั่นคงทางอาหารเป็นพลังยุทธศาสตร์ของไทย (Food Security)
ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตและแปรรูปอาหารสำคัญของโลก ควรยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตร และส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ที่ยั่งยืน แทนการพึ่งพามาตรการช่วยเหลือระยะสั้น

5. ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ (Regional Strategic Hub)
ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และพลังงานที่มีเสถียรภาพ ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การกระจายสินค้า และสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติ

6. ความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Energy Transition)
ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทดแทน เชื้อเพลิงชีวภาพ และยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ

7. พัฒนาทุนมนุษย์และรับมือสังคมสูงวัย (Human Capital & Aging Society)
ยกระดับทักษะแรงงานด้วยเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี สามารถดำรงชีวิตและสร้างรายได้ เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐในระยะยาว

8. การทูตเชิงรุกและการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ (Strategic Diplomacy)
รักษาจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลก ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ และยกระดับมาตรฐานประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบทบาทของไทยในประชาคมโลก

9. บริหารนโยบายด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ (Quick Win to Long-Term Strategy)
ขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้นที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ควบคู่กับยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยกำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ วัดผลได้ และต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

10. เครือข่าย วปอ. คือพลังขับเคลื่อนประเทศ (NDC Strategic Network)
คุณค่าของหลักสูตร วปอ. ไม่ได้อยู่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่รวมถึงการสร้างเครือข่ายผู้นำจากทุกภาคส่วน การแลกเปลี่ยนมุมมอง และการนำองค์ความรู้ไปพัฒนานโยบายและสร้างประโยชน์คืนสู่ประเทศชาติ

การบรรยายพิเศษในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่นักศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69 ได้รับฟังวิสัยทัศน์และแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์จากนายกรัฐมนตรี  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อยอดองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเสริมสร้างมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างรอบด้าน อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้นำให้สามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในการรับมือกับความท้าทายและขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป
Visitors: 1,201,274